พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งมะนาว หน้าขาวใส ลดรอยสิว

เมื่อพูดถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติแล้ว ส่วนใหญ่นั้น ก็มีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ

ไม่ว่าจะเป็นทั้งการใช้ภายในและภายนอกร่างกาย นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว

และหากจะยกตัวอย่างก็เช่น น้ำผึ้งและมะนาว ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่ามาแล้วแบบครบถ้วน

เพราะไม่เพียงแต่จะนำมาใช้รับประทาน เพื่อประโยชน์ภายในร่างกายเท่านั้น เช่น รับประทานเพื่อแก้อาการเจ็บคอ เป็นต้น

แต่หากนำทั้ง 2 อย่างนี้มาผสมรวมกัน เพื่อใช้พอกหน้าหรือมาส์กหน้าแล้วล่ะก็

จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผิวอย่างมากด้วยเช่นกัน

เพราะส่วนประกอบในน้ำผึ้งนั้น มีวิตามินหลายชนิด ที่มีคุณค่ากับผิว

ในขณะที่มะนาวนั้น นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ยังมีกรด AHA

ที่โดดเด่นในการช่วยผลัดเซลล์ผิวบนใบหน้าที่ตายแล้ว ให้หลุดลอกออกได้อย่างดีอีกด้วย

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งและมะนาว

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งมะนาว สูตรที่ 1

ล้างหน้าให้สะอาด แล้วใช้ผ้าขนหนูซับหน้าให้แห้ง

นำน้ำผึ้ง 3-4 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในถ้วย ตามด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้ส่วนผสมเข้ากัน

แล้วนำมาพอกหน้าก่อนนอน ทิ้งไว้ 15-20 นาที ค่อยล้างออก

สูตรพอกหน้าสูตรนี้ :

เมื่อเป็นประจำ ก็จะช่วยทำให้ใบหน้าเนียนนุ่ม รอยสิวหรือรอยด่างดำต่างๆ ก็จะจางลงอีกด้วย

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งมะนาว สูตรที่ 2

ล้างหน้าให้สะอาดก่อนเช่นกัน

แล้วใส่น้ำผึ้ง 3-4 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1-2 ช้อนชา ใช้ช้อนกวนส่วนผสมให้เข้ากัน

แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20-30 นาที จึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น

สูตรพอกหน้าสูตรนี้ :

นอกจากจะช่วยทำให้ใบหน้าขาวใส ดูดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดริ้วรอย และรอยตีนกาได้ดีทีเดียว

สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งมะนาว สูตรที่ 3

นำน้ำผึ้ง 4-5 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และดินสอพอง 5-6 เม็ด ใส่ลงในถ้วย

ใช้ช้อนกดดินสอพองให้แตก แล้วนวดหรือคนส่วนผสมทั้งหมด ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน

นำส่วนผสมที่ได้ มาพอกหน้าทิ้งไว้ก่อนนอน ประมาณ 15- 20 นาที แล้วล้างออก

สูตรพอกหน้าสูตรนี้ :

นอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้ว ยังช่วยรักษาสิวให้หายเร็วขึ้น และช่วยลดความมันบนใบหน้าอีกด้วย

น้ำผึ้งและมะนาวนี้ นับเป็นอีกวัตถุดิบสำหรับพอกหน้าที่ดีมากๆ

นอกจากจะไม่เสี่ยงอันตราย จากสารเคมีแล้ว ยังหาได้ง่าย และมีราคาไม่แพงมากอีกด้วยค่ะ

ซึ่งเป็นการรักษารูปร่าง และควบคุมน้ำหนักได้แบบถาวร ไม่ทรมาน และไม่ต้องกลัวโยโย่อีกด้วยค่ะ

วิธีแก้โยโย่เอฟเฟคท์

ปัญหาใหญ่มากอีกอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ลดความอ้วนหลายคนๆ นั้นก็คือ การไม่ได้ค้นหาข้อมูล หรือไม่มีความรู้ในเรื่องของการลดความอ้วน ที่ถูกต้องเหมาะสม

แม้ว่าจะมีความตั้งใจดีมาก แต่ถ้าวิธีการที่ทำ ผิดไปจากหลักการปฏิบัติตัว หรือหลักการที่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่น่าปวดหัว ก็มีโอกาสที่จะตามมาในภายหลังได้

ซึ่งปัญหาที่ว่านั้นก็คือ อาการที่เรียกกันว่า โยโย่เอ็ฟเฟ็คท์ (Yoyo Effect) นั่นเอง

ถ้าให้อธิบายว่าอาการโยโย่นี้คืออะไร

ก็สามารถอธิบายได้ง่ายๆว่า เป็นภาวะการทำงานของร่างกาย ที่แสดงการขาดความสมดุล

ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของร่างกายอย่างรวดเร็วเกินไป

ทำให้ส่งผลไปถึงระบบเมตาบอลิซึ่ม (ระบบเผาผลาญพลังงาน) มีปัญหา

จนทำให้น้ำหนักตัวกลับพุ่งขึ้นมาอีก หรือพุ่งมากกว่าเดิม จนฉุดไม่อยู่ แม้จะกินอาหารเท่าเดิมก็ตาม

ซึ่งสาเหตุของอาการโยโย่นั้น ก็เกิดมาได้จากหลายอย่าง เช่น

การใช้ยาลดความอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ของหลายๆคน

การอดอาหาร

การกินอาหารน้อยเกินไป

โดยในช่วงแรกๆ นั้น จะดูเหมือนว่า การลดน้ำหนักด้วยวิธีด้านบนเหล่านี้ จะเห็นผลอย่างรวดเร็ว

เพราะร่างกายไม่ได้รับพลังงานมาให้เผาผลาญ เลยต้องไปดึงเอาพลังงานที่สะสมไว้มาใช้แทน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้น ดังนั้น น้ำหนักจึงลดลงได้เร็วมาก

แต่ถ้าเมื่อไหร่ ที่เลิกอดอาหาร หรือกลับมากินอาหารเหมือนเดิมอีกครั้ง

ร่างกายที่รับรู้ว่าพลังงานที่ร่างกายได้รับ หรือจะได้รับนั้นอาจไม่เพียงพอ

เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะเป็นช่วงที่ได้รับพลังงานน้อยอีก ก็จะปรับเข้าสู่โหมดของการกักตุนพลังงานเอาไว้

ทำให้คราวนี้ น้ำหนักจะดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะร่างกายก็จะไม่ยอมปล่อยเอาสิ่งที่สะสมไว้ ออกมาใช้ง่ายๆอีก

วิธีการแก้ไขอาการโยโย่

ในเมื่อพลาดไปแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก นอกจากต้องทำใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น

และหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และการออกกำลังกายใหม่โดยเร็ว ด้วยการ…

ต้องหยุดการใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิด

ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม

ถ้าเกิดจากการอดอาหาร

หรือกินอาหารน้อยเกินไป ก็ควรกลับมากินอาหารให้ครบทุกมื้อ

หรือจะแบ่งออกเป็นมื้อย่อยๆ 5 มื้อก็ได้ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญ ให้ทำงานบ่อยขึ้น

การจำกัดแคลอรี่ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ต้องคำนวณให้เหมาะสม

ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป รวมทั้งถ้าสามารถกินอาหารคลีนได้ ก็จะยิ่งดี

การออกกำลังกาย

นอกจากจะต้องคำนวณพลังงานพื้นฐาน หรือแคลอรี่ที่ได้รับต่อวันแล้ว

ยังต้องเผื่อไปถึงเรื่องการนำมาใช้ สำหรับการออกกำลังกายด้วย

โดยควรเน้นไปที่การเล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นพิเศษ

เพราะถ้าร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมาก ก็จะเป็นตัวดึงพลังงานไปใช้ได้อย่างดีที่สุด

แต่ก็ควรแบ่งเวลาสำหรับการทำคาร์ดิโอด้วยเช่นกัน เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน

แต่ทั้งนี้ การแก้ไขอาการโยโย่นั้น

ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่

เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่ก็คงไม่ใช่แก้ได้ในระยะเวลาสั้นๆแน่นอน

แต่ถ้าเรามีวินัย และอดทนทำไปเรื่อยๆ ในท้ายที่สุด ก็จะสามารถลดความอ้วน มีรูปร่างที่ดีได้อย่างถูกวิธี

ปรับลุคเป็นสาวเกาหลีตั้งแต่หัวจรดเท้า

กระแสเกาหลีที่กำลังฮิตอย่างต่อเนื่อง ชนิดที่ว่ายังไม่รู้จะซากันไปวันไหน

ทำให้สาวไทยจำนวนไม่น้อย ต่างก็อยากลองหันมาแต่งหน้า และแต่งตัวสไตล์สาวเกาหลีสุดคิวท์กันดูบ้าง

ยิ่งวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ลองมาเปลี่ยนลุคใหม่ๆ ให้ดูสดใสน่ารักยิ่งขึ้น

ด้วยคำแนะนำดีๆ 3 ขั้นตอน ที่จะช่วยเปลี่ยนลุคตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ดูเป็นสาวเกาหลีมาฝากกันค่ะ

ส่วนจะเริ่มอย่างไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลย

Step 1 : ปรับผิวพรรณให้สวยสดใส

ผิวสวยใสเริ่มได้ไม่ยาก อันดับแรก

ให้ล้างหน้าให้สะอาด ตามด้วยทาครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว จากนั้น ปล่อยทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง เพื่อให้ครีมซึมซาบ แล้วจะทำให้ผิวหน้าไม่มัน และพร้อมสำหรับลงเมคอัพในขั้นตอนต่อไป

นั่นก็คือรองพื้น

ที่ควรเลือกให้เหมาะกับสีผิว ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน ฉะนั้น การเลือกรองพื้น ควรเลือกผสมสองสีเข้าด้วยกัน และให้เข้มกว่าสีผิวจริง 1 เฉด เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ

วิธีการลงรองพื้นคือ

ให้เริ่มลงจากบริเวณทีโซน แล้วค่อยๆ ใช้ฟองน้ำเกลี่ยออกด้านข้าง อาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่จะทำให้รองพื้นติดทนนานและดูไม่หนาหนักเหมือนใส่หน้ากาก

เมื่อรองพื้นเสร็จแล้ว

ให้เลือกปัดแป้งฝุ่นแบบโปร่งแสง เพื่อให้ดูเปล่งปลั่งยามออกไปข้างนอก และไม่ทำให้ดูหน้าหนาลอยเหมือนแป้งเค้กด้วย

Step 2 : ตามด้วยการแต่งหน้าแบบสาวเกาหลี

สาวเกาหลีจะให้ความสำคัญกับดวงตา

ด้วยการผสมสีอายแชโดว์สามสีในเฉดเดียวกัน ลงสีอ่อนที่หัวตา เกลี่ยขึ้นด้านบน ตามด้วยสีกลางที่กลางตา และสีเข้มสุดที่กลางตาไล่ไปหางตา ทั้งหมดเกลี่ยขึ้นด้านบน

จากนั้น ลงสีเข้มเกลี่ยให้ชิดบริเวณขอบตาอีกครั้ง

และเพิ่มมิติด้วยการกรีดอายไลน์เนอร์เนื้อเค้กสีดำ ให้ชิดขอบตาที่สุด และไม่ต้องตวัดปลาย ส่วนขอบตาล่าง ให้กรีดสีขาวชิดขอบตาด้านใน เพื่อให้ดวงตาดูเปล่งประกายสดใส

นอกจากนี้ ขนตาปลอมมีส่วนเป็นอย่างมาก

ในการเพิ่มเสน่ห์ให้ดวงตา แต่ควรติดแบบช่อ สักสองถึงสามช่อ แซมไปบริเวณขนตาจริง เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าขนตาแบบแผง

จากนั้น จึงดัดขนตา และปัดมาสคาร่าทั้งขนตาจริงและปลอม ให้ดูกลืนกันเป็นเนื้อเดียว

ขั้นตอนต่อไปคือ การปัดแก้ม

ซึ่งสาวเกาหลี จะไม่นิยมปัดแก้มให้โดดเด่นนัก เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติ แค่เพียงยิ้มแล้วใช้บรัชสีอ่อนๆ ปัดส่วนที่อยู่สูงที่สุด ไล้ออกด้านข้าง เป็นอันเสร็จ

ปิดท้ายด้วยริมฝีปาก

ให้ใช้ลิปไลน์เนอร์สีอ่อนๆ เขียนรอบขอบปาก แล้วจึงแต้มลิปสีอ่อนๆ จากข้างในออกมาด้านนอก และตามด้วยการแต้มลิปกลอสบริเวณกลางริมฝีปาก แล้วค่อยเกลี่ยออกไปทั้งสองด้าน จะได้ไม่ดูมันเยิ้มเกินไป

เพียงเท่านี้ สาวๆ ก็จะได้ลุคสวยราวกับสาวเกาหลีตัวจริงแล้วล่ะ

Step 3 : เลือกเสื้อผ้าแบบ Korean style

สังเกตได้ว่า สาวเกาหลีจะชอบใส่เสื้อผ้าที่ดูมีสีสันสดใส เพื่อให้ตัดกับผิวขาวๆ เน้นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่ดูเป็นไฮสตรีท หรือพูดง่ายๆ คือ จะเลือกเสื้อผ้าแบรนด์สตรีท ที่เป็นที่รู้จักของสาวกแฟชั่นมาใส่ มากกว่าเสื้อผ้าโนเนมทั่วไป

อาจจะเป็นเสื้อยืดลายสวยๆ กระโปรงสั้น เลกกิ้ง และรองเท้าผ้าใบ หรือชุดแซกเก๋ๆ กับเสื้อคลุมตัวสวย จะไม่เน้นการใส่ชุดเด็ดเพียงชุดเดียว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวเยอะสักหน่อย

แต่ในทางตรงกันข้าม การออกงานกลางคืนหรืออีเวนต์ที่สำคัญ ก็จะเลือกใส่ชุดเดรสตัวสวย กับรองเท้าส้นสูงแบรนด์ดัง เพื่อคอมพลีทลุคแบบ minimalist ไปเลย ไม่ต้องแมทช์อะไรให้มากมายสำหรับลุคนี้

ซึ่งเชื่อได้เลยว่า สาวไทยสามารถนำไปปรับใช้ และแต่งตามกันได้ไม่ยากเลยทีเดียว อย่าลืมเอาไปลองทำตามกันดูนะคะ

พอกหน้าด้วยมะละกอ บำรุงให้หน้าเนียนนุ่ม

ผลไม้ที่ขึ้นอยู่ทั่วไป ซึ่งมีปลูกอยู่แทบทุกภาคของบ้านเราอย่างมะละกอนั้น ถือได้ว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์กับร่างกายอย่างหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งภายในและภายนอก โดยการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร หรือจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์กับผิวพรรณภายนอกก็ได้ทั้งนั้น

โดยเฉพาะกับการนำมะละกอ มาใช้เป็นสูตรเพื่อสุขภาพของผิวหน้านั้น

มีข้อดีก็คือ จะช่วยทำให้ผิวหน้าดูสดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยลดจุดด่างดำได้ดีอีกด้วย

ซึ่งก็มีวิธีทำอยู่หลายวิธีด้วยกัน ล้วนแล้วแต่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเลย

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ก่อนจะนำมาใช้ ต้องล้างมะละกอเพื่อเอายางออกให้หมดก่อนนะคะ

สูตรพอกหน้าด้วยมะละกอ

สูตรพอกหน้าด้วยมะละกอ สูตรที่ 1

ใช้มะละกอสุกแค่เพียงอย่างเดียว นำมาล้างให้สะอาด แล้วเอาไปใส่เครื่องปั่น

จากนั้น ก็เปิดเครื่องปั่นให้เนื้อมะละกอข้นละเอียดดี เสร็จแล้วก็เอามะละกอที่ปั่นมาพอกหน้า

และทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที จึงค่อยล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรพอกหน้าด้วยมะละกอ สูตรที่ 2

นำมะละกอมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วก็ใส่ในเครื่องปั่น

จากนั้น ให้เติมนมเปรี้ยว หรือจะใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติก็ได้ นำไปปั่นรวมกัน

หรือหากไม่มีเครื่องปั่น ก็สามารถนำมาใส่ถ้วย แล้วใช้มือขยำ

และกวนให้เนื้อมะละกอกับนมเปรี้ยวเข้ากันก็ได้ ก่อนที่จะเอามาพอกบริเวณใบหน้า

ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20-30 นาที จึงค่อยล้างออก

สูตรนี้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผิวหน้า และบำรุงผิวหน้า ให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สูตรพอกหน้าด้วยมะละกอ สูตรที่ 3

นำมะละกอสุกมาหั่น ประมาณ 1 ถ้วย

จากนั้น ก็นำเอาไปปั่นรวมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ และนมสดอีกเล็กน้อย

เปิดเครื่องปั่นให้ทำงาน จนกระทั่งส่วนผสมทั้ง 3 อย่างรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

จากนั้น ก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก

สูตรนี้ จะช่วยทำให้ใบหน้าสดชื่น เนียนนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้น

ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหาสูตรพอกหน้าราคาถูก

ด้วยผลไม้ไทยที่หาได้ทั่วไป แถมทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เงินมากๆ

สูตรพอกหน้าด้วยการใช้ประโยชน์จากมะละกอเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นสูตรที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวค่ะ

วิธีดูแลเส้นผมหลังยืดผม เพื่อให้ผมแข็งแรง สุขภาพดี

สาวๆ หลายคน ต้องการให้เส้นผมของตัวเองดูเรียบตรง สวยงาม เพราะนอกจากจะช่วยทำให้บุคลิกดูเรียบร้อยแล้ว ยังจัดทรงได้ง่ายอีกด้วย หากเทียบกับผมในแบบอื่นๆ

ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ผมตรงนั้น โดยทั่วไปก็อาจจะใช้วิธีการหนีบผม ไดร์ผม หรือเป่าผม ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะเสร็จ ต้องเสียเวลาไม่น่อยเลย แถมอาจจะไม่ได้อย่างที่ใจต้องการด้วย

ดังนั้น การยืดผมจึงเป็นตัวช่วยที่น่าจะดีที่สุด ที่จะช่วยลดหรือตัดทอนระยะเวลาให้สะดวกขึ้นได้อย่างดีเลย

แต่การยืดผมนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะยืดแล้วก็แล้วกันไปไม่ต้องทำอะไรอีก

การดูแลเส้นผมภายหลังจากการยืด ก็มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อยืดผมแล้ว เส้นผมรวมทั้งหนังศีรษะ จะมีความอ่อนแอลงไป

เราจึงควรต้องดูแลผมอย่างดี หลังการยืดผม ด้วยวิธีการต่อไปนี้ค่ะ

วิธีดูแลเส้นผมหลังยืดผม

ในช่วงประมาณ 3 วันแรก

ไม่ควรสระผม รวมทั้งการมัด หรือทำอะไรที่จะเกี่ยวรั้งเส้นผมไปก่อน

ใช้แชมพูที่มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ

ไม่ควรใช้แชมพูทั่วๆ ไป ที่อาจจะมีความเป็นด่างสูงมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผมเกิดความเสียหายได้

ทำทรีทเมนท์ อบไอน้ำ

หรือใช้ผลิตภัณฑ์หมักผมชนิดล้ำลึก ให้กับเส้นผมทุกอาทิตย์

เพื่อเพิ่มสารอาหารกลับคืนสู่เส้นผม ให้เส้นผมมีความแข็งแรงขึ้น

โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมอย่างโปรตีนเป็นพิเศษ โดยอาจจะใช้ไข่แดง, โยเกิร์ต หรือน้ำผึ้งก็ได้

ไม่ควรใช้น้ำมัน เพราะว่าอาจจะทำให้เส้นผมที่ผ่านการยืดมา เกิดการคืนตัวเร็วขึ้น

หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ทำผมที่มีความร้อน

หรือใช้ให้น้อยที่สุด เพราะจะทำให้ผมแห้งเสียได้

การใช้สเปรย์หรือเจลสำหรับการจัดแต่งทรงผม

ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่ทำให้ผมแห้งมากจนเกินไป

ขณะเข้านอน

ควรหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ผมเกิดการพันกัน หรือพันกันน้อยที่สุดในขณะหลับ

แต่หากจะให้ดี ก็ไม่ควรยืดผมบ่อยๆ ติดต่อกันไปตลอด

ควรจะหาเวลาเพื่อให้เส้นผมได้มีการพักผ่อน และมีการฟื้นตัวด้วย จะดีที่สุด

ซักผ้าสีดำไม่ให้ซีด และดูสวยใหม่ได้นานๆ

เชื่อว่าทุกๆ คนคงมีเสื้อผ้าสีดำไว้ในตู้เสื้อผ้าอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

เพราะเป็นสีดำเป็นสีที่ดูเรียบร้อย และสามารถใส่ได้กับเกือบทุกเทศกาล รวมถึงวันสำคัญต่างๆ ด้วย

อีกทั้งเสื้อผ้าสีดำสามารถปรับลุคของคุณให้ดูมีสง่า หรือดูภูมิฐานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากซักบ่อยครั้งเข้า ก็อาจทำให้เกิดปัญหาสีซีดจางเร็ว และดูเก่าลงได้ง่าย

วิธีซักเสื้อผ้าสีดำที่ถูกต้องเหมาะสม จึงมีความจำเป็น

เพื่อเป็นการช่วยรักษาคุณภาพของสีผ้าเอาไว้ ให้สวยสดเป็นเวลานานขึ้นได้นั่นเองค่ะ

วันนี้ เรามีวิธีการซักเสื้อผ้าสีดำมาแนะนำ ซึ่งติดตามได้ทางด้านล่างนี้เลยค่ะ

*** และหากคุณผู้อ่าน อยากได้ข้อแนะนำ ในเรื่องวิธีการซักผ้าให้สะอาดไร้คราบด้วยเครื่องซักผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวหรือผ้าสี คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

วิธีซักเสื้อผ้าสีดำอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันสีซีดจาง

เคล็ดลับ *** ก่อนซักเสื้อผ้าสีดำโดยเฉพาะกางเกงยีนส์สีดำนั้น การนำผ้าไปแช่กับน้ำที่ผสมเกลือ หรือน้ำส้มสายชู ประมาณ 10-15 นาทีก่อนนำไปซัก จะช่วยให้สีของผ้าติดทนบนเนื้อผ้าได้นาน และยังสามารถป้องกันสีดำไม่ให้ตกได้อีกด้วยค่ะ

แยกเสื้อผ้าสีดำออกจากกองผ้าสีขาวหรือสีอ่อน

เพื่อป้องกันผ้าสีดำตกใส่ผ้าสีอ่อนหรือสีขาว

ตรวจสอบกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกง

ว่ามีวัสดุใดหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุเหล่านั้นเกิดความเสียหาย หรือไปทำลายเนื้อผ้าและถังซักผ้าในระหว่างการซัก

กลับเสื้อด้านในออกมาด้านนอกก่อนทำการซัก

เพื่อลดการเสียดสีของเนื้อผ้าในระหว่างซัก (รวมทั้งการหลุดลอกออกของสีด้วย) ป้องกันไม่ให้ผ้าเป็นขุย

และเพื่อไม่ให้เนื้อผ้าด้านนอกสัมผัสโดยตรงกับผงซักฟอก (โดยเฉพาะเม็ดหรือก้อนผงซักฟอกที่ยังไม่ละลายน้ำดี)

ใส่เสื้อผ้าลงไปในถุงซักผ้า ก่อนทำการซัก

เพื่อป้องกันไม่ให้ใยผ้าเสียดสีกับถังซัก และยังเป็นการช่วยถนอมรายละเอียดของเสื้อผ้า ไม่ให้เสียหายอีกด้วย

เลือกซักผ้าด้วยอุณหภูมิต่ำ หรือใช้น้ำเย็น

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการใช้น้ำร้อนในการซัก จะทำให้สีผ้าซีดจางลงได้ง่าย

เลือกโปรแกรมการซัก

การซักด้วยมือเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะเสื้อผ้าสีดำควรทำการซักอย่างเบามือที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องผ้าในการซักผ้าสีดำ ให้เลือกโปรแกรมการซักผ้าเนื้อละเอียด (Delicate Wash)

เพื่อช่วยถนอมสีผ้าไม่ให้ซีดจาง การเสียดสีของผ้าในการซักแบบปั่นแรง จะดึงสีผ้าออกมาในขณะที่ซักทุกครั้ง

เลือกผงซักฟอกสำหรับผ้าสี

และอ่านปริมาณการใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ โดยใช้ปริมาณผงซักฟอก ให้เหมาะสมกับปริมาณเสื้อผ้าที่ซักต่อครั้ง

การใช้ผงซักฟอกปริมาณมากเกินไป จะทำให้สีของผ้าซีดจางลงได้ เนื่องจากผงซักฟอกที่มากเกินไปนั้น จะไปฟอกสีของผ้าให้จางลง

และหากทำเป็นเวลานานๆ หรือบ่อยๆ เสื้อผ้าสีดำของคุณก็จะดูเก่าลงอย่างรวดเร็ว แถมผงซักฟอกที่ใส่เกินปริมาณ ยังอาจทิ้งคราบขาวบนเสื้อหลังซักอีกด้วย

หากเสื้อผ้าสีดำมีคราบสกปรกตามจุดต่างๆ

ไม่ควรทำความสะอาดเฉพาะจุด เพราะการทำความสะอาดคราบต่างๆ นั้น มีวิธีทำความสะอาดที่แตกต่างกัน

และบางวิธีก็อาจทำให้เสื้อผ้าเป็นจุดกระดำกระด่าง ไม่เนียนเรียบเป็นสีเดียวกันอีกต่อไป

ทางที่ดี หากต้องการให้คราบนั้นสลายได้ง่ายขึ้น ควรแช่ผ้าในกะละมังที่ผสมน้ำเย็น และน้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยน

เพื่อช่วยสลายคราบ และช่วยให้คราบหลุดออกได้ง่ายขึ้น เมื่อนำไปซักค่ะ

หลีกเลี่ยงการอบผ้าสีดำและสีเข้มกับเครื่องอบผ้า

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ความร้อนนั้น จะดึงสีของผ้าให้ซีดลง และยังทำให้เนื้อผ้าบางชนิดหดตัวได้

ควรตากเสื้อผ้าสีดำในที่ร่ม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก

เพื่อป้องกันกลิ่นอับชื้น และหลีกเลี่ยงการตากผ้ากับแสงแดดโดยตรง เพราะแสงแดดจะกัดสีผ้าของคุณให้ซีดจางลงนั่นเองค่ะ