คลัีงเก็บรายวัน: 09/09/2018

ประโยชน์ของเบบี้ออยล์

ในปัจจุบันนี้ มีครีม โลชั่น หรือเซรั่ม สำหรับบำรุงผิวหน้า ผิวกาย รวมไปถึงเส้นผม วางขายในท้องตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก ชนิดที่ว่าสามารถซื้อมาใช้ไม่ซ้ำยี่ห้อกันได้ เป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

แต่ในบรรดาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น กลับมีทั้งที่ใช้ได้ผลดี หรือที่ใช้แล้วไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยก็เป็นได้

ในกรณีที่แย่หน่อยก็คือ บางคนใช้แล้วมีอาการแพ้ไปเลย ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

แต่มีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ที่แทบจะไม่เคยได้ยินว่า มีใครที่ใช้แล้วเกิดอาการแพ้เลย นั่นก็คือ “เบบี้ออยล์” นั่นเอง

ซึ่งก็คงมาจากสาเหตุที่ว่า เป็นสินค้าที่ทำออกมาเพื่อใช้กับเด็กเล็กๆ ที่สภาพผิวมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเบเบี้ออยล์จะเป็นสินค้าที่ทำมาเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ

แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ด้านความงามได้มากมายเช่นกัน

โดยเฉพาะกับประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณ รวมไปถึงเส้นการบำรุงผมด้วยค่ะ

ประโยชน์ของเบบี้ออยล์ สำหรับผิว เส้นผม และเส้นขน

ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น

โดยเฉพาะหากนำมชโลม หรือทาร่างกายทันที ภายหลังจากการอาบน้ำ จะช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้นเลยเชียวค่ะ

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวไหม้

จากการโดนแดดเผา เช่น หลังจากกลับจากทะเล การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อาจจะยิ่งทำให้ผิวมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องหยุดใช้ไปก่อน แต่สามารถใช้เบบี้ออยล์ มาบำรุงรักษาอาการไหม้ของผิวได้เป็นอย่างดี

ช่วยปกป้องผิวในช่วงหน้าหนาว

ที่อากาศแห้งเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันผิวแตก หรือผิวลอกเป็นสะเก็ด รวมทั้งสามารถทาส้นเท้า เพื่อแก้ปัญหาส้นเท้าแตกได้ด้วย และหลังจากทาส้นเท้าแล้ว อย่าลืมสวมถุงเท้าเพื่อปกป้องอีกชั้นหนึ่งด้วยนะคะ

ช่วยป้องกันรอยแตกลาย

สำหรับว่าที่คุณแม่ ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การทาเบบี้ออยล์ที่ผิวบริเวณท้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันรอยแตกลายหลังการคลอดได้ดีเลยเชียวค่ะ

ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาด

ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า หรือเช็ดผิวที่เลอะหรือเปื้อนสีที่ติดทนนาน ล้างออกยาก อาบน้ำก็ยังไม่ออก เพียงแค่ใช้สำลีชุบเบบี้ออยล์ แล้วเช็ดบริเวณผิวที่เปื้อนสี สีก็หลุดออกได้อย่างง่ายดาย และไม่เป็นอันตรายกับผิวด้วยค่ะ

ใช้สครับผิว

สามารถนำเบบี้ออยล์มาเป็นส่วนประกอบ ร่วมกับเกลือสปาขัดผิว หรือสมุนไพรต่างๆ อย่างเช่น มะขามเปียก หรือขมิ้น เพื่อนำมาขัดผิว เพราะจะช่วยทำให้ผิวมีความนุ่มเนียน ไม่แห้งกร้าน และยังบำรุงผิวได้ดีอีกด้วย

ใช้ผสมลงในอ่างอาบน้ำ

จะช่วยทำให้น้ำมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นการช่วยผ่อนคลายอารมณ์ นอกเหนือไปจากการบำรุงผิวได้อีกต่างหาก

สามารถนำเบบี้ออยล์มาทาลงบนผิว

หลังการโกนหนวดหรือเส้นขน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยลดการระคายเคือง และช่วยคงความชุ่มชื้นเรียบเนียนของผิวเอาไว้ด้วยค่ะ

ใช้เป็นสูตรสครับปาก

เพื่อแก้ปัญหาปากแห้งแตก และช่วยให้ริมฝีปากนุ่มเนียน อมชมพูได้ โดยการนำเบบี้ออยล์ผสมกับน้ำตาลทรายและน้ำมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาสครับปากเบาๆ 3-4 นาที แล้วเช็ดออก

เบบี้ออยล์สามารถช่วยให้เส้นผมนุ่ม

ชุ่มชื้น มีน้ำหนัก ช่วยลดอาการของผมแห้งได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำมาหยดลงบนมือ แล้วลูบไล้ให้ทั่วเส้นผม ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง จากนั้น ก็สระผมตามปกติ

สามารถนำเบบี้ออยล์ มาปัดและจัดทรงคิ้ว

เพื่อให้คิ้วสวยงาม และเป็นระเบียบ โดยเฉพาะใครที่คิ้วไม่เป็นทรง และดูยุ่งเหยิงรุงรัง ก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยเชียวค่ะ และยังช่วยบำรุงขนคิ้วได้ด้วยค่ะ

จากประโยชน์ที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้

ก็นับได้ว่า เบบี้ออยล์ เป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาด น่าจะมีติดบ้าน หรือพกติดตัวเอาไว้

เพราะนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างแล้ว ยังมีราคาถูก ใช้ได้นาน

แถมยังไม่ต้องกังวลว่า จะเกิดปัญหาอาการแพ้ใดๆตามมาอีกด้วยค่ะ

วิธีกินผักให้อร่อย

ปัญหาในเรื่องของการกินผักนั้น ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ คน

ซึ่งการที่จะต้องเอาผักใส่เข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วกลืนลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมากๆ ไม่ต่างอะไรกับการต้องฝืนใจกินยาขมๆ เลย

บางคนจึงพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเด็กๆ ด้วยแล้ว หากพ่อแม่ไม่ทำการฝึกนิสัยให้ชอบการกินผักตั้งแต่เนิ่นๆ

ก็อาจจะเป็นพฤติกรรมที่ติดมาจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และสามารถสร้างปัญหา ในเรื่องการได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในภายหลังได้เช่นกัน

และสำหรับใครที่มีปัญหากับการกินผัก แล้วอยากจะหาวิธีกินผักให้รู้สึกอร่อยขึ้นมาได้บ้างนั้น

ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแค่เรารู้จักวิธีการปรุงรส หรือดัดแปลง ทั้งรสชาติ และหน้าตาของผักให้กินง่ายยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง

วิธีทำผักให้อร่อยและกินง่ายขึ้น

การต้มหรือตุ๋นผักให้เปื่อย

เช่น การทำซุปผัก ต้มจับฉ่าย เป็นต้น เพราะจะทำให้ผักมีความนิ่ม หากใช้กระดูกของหมู หรือไก่ทำน้ำซุป ก็จะช่วยให้น้ำซุปมีรสหวานหอมด้วย

เมื่อผักนิ่ม และชุ่มไปด้วยน้ำซุปที่อร่อย ก็จะทำให้ไม่รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นเขียว ซึ่งกลิ่นเหม็นเขียวนี่เอง ที่มักเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ที่ทำให้หลายคนไม่ชอบกินผัก

นำผักไปปรุงให้นานขึ้น

จะว่าไปแล้วก็คล้ายกับข้อแรกด้านบนค่ะ เพียงแต่ไม่ใช่การต้มหรือตุ๋น เพราะอาจจะเป็นการผัด เช่นผัดผักต่างๆ เป็นต้น

ซึ่งการปรุงผักส่วนมากจะนิยมแบบไม่ผัดนาน ลงผัดแป๊บๆ ก็ตักขึ้น เพื่อให้ผักยังดูเขียว สด และกรุบกรอบ แต่ก็อาจจะทำให้มีกลิ่นเหม็นเขียว มีแต่กลิ่นและรสของผักอยู่เต็มๆ ทำให้รู้สึกว่ายังกินยากอยู่

เพราะฉะนั้น ใช้วิธีปรุงให้นานขึ้น เพื่อให้รสชาติของส่วนผสมอื่นๆ (เช่น หมู กุ้ง เต้าเจี้ยว หรือเครื่องปรุงอื่นๆ) ซึมเข้าไปในเนื้อผัก จนกลบกลิ่นและรสชาติดั้งเดิมของผักไปได้จนเกือบหมด นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผักนิ่มลง และกินง่ายขึ้นด้วยค่ะ

นำผักมาชุบแป้งทอด

ซึ่งน่าจะเหมาะกับเด็กๆ ในช่วงการหัดให้เริ่มชอบการกินผัก (ต่อให้เป็นผู้ใหญ่กิน ก็ต้องชอบเหมือนกันค่ะ) โดยนำผักที่ต้องการกินมาชุบแป้ง แล้วเอาไปทอดในน้ำมัน

พอสุกแล้ว ก็นำมาจิ้มกินกับน้ำจิ้มต่างๆ หรือจิ้มซอสมะเขือเทศก็ได้ ถึงแม้ว่าจะทำให้ผักสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปบ้าง แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่ ตรงที่ทำให้สามารถกินผักแบบอร่อยๆ ได้นั่นเอง

นำมาปั่นเป็นน้ำผัก

เป็นอีกวิธีที่ทำได้ง่าย และช่วยให้กินผักได้อย่างสบายมากขึ้น วิธีการก็เพียงเอาผักมาปั่นรวมกับผลไม้ที่เราชอบ เพราะหากกินแต่น้ำผักอย่างเดียว อาจจะทำให้กลิ่นและรสชาติออกมาไม่ค่อยน่ากินแน่ๆ

โดยอาจจะปั่นกับผลไม้ที่มีกลิ่นหอม มีรสหวาน หรือมีรสเปรี้ยวต่างๆ ก็จะกลายเป็นน้ำผักผลไม้รสชาติดี และหากนำไปแช่เย็นก่อนกินด้วยแล้ว ก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้นอีกค่ะ

นำผักมาเป็นส่วนผสมของขนมหรือเค้ก

กลายเป็นขนมไส้ผัก หรือเค้กรสผัก โดยขนมอาจจะเป็นขนมรสหวาน หรือขนมรสเค็ม จะเป็นเนื้อเดียวกับตัวขนม หรือจะใช้วิธีสอดไส้ก็ได้

เช่น ทำเป็นรูปแบบของซาลาเปา โดยสอดไส้หมูสับผสมกับผักสับ ปรุงรสให้อร่อย ก็ทำให้กินง่ายขึ้นได้เช่นกัน

นำผักมาทำเป็นลูกชิ้น

ในลักษณะลูกชิ้นหมูสับ ผสมกับผักสับ แล้วปรุงรสให้อร่อย โดยอาจเริ่มต้นโดยใช้ผักในปริมาณน้อยๆ ก่อนก็ได้ และยังสามารถเปลี่ยนชนิดของผักไปได้เรื่อยๆ อีกด้วย

นำผักมาหั่น ซอย หรือสับ

ให้เป็นลักษณะเส้นบางๆ หรือกลายเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปผัดผสมกับอาหารอื่นๆ เช่น ผสมกับไข่เจียว หรือนำไปผัดกับหมู (ติดมันนิดๆ และหั่นให้ชิ้นเล็กหน่อย) จะทำให้หอมน่ากิน หรือกินแล้วเหลือกลิ่นผักน้อยที่สุดได้ค่ะ

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ ต้องเริ่มฝึกให้ลูกๆ รู้สึกคุ้นเคยกับการกินผัก

จนรู้สึกว่าการกินผักไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เหมือนการกินข้าว หรือกินขนมต่างๆ

และผักก็ไม่ใช่ว่าจะมีรสชาติแย่อะไร ถ้าเราปรุงรส ปรับแต่ง หรือเลือกวิธีการกินคู่กับอาหารอื่นๆ

เพียงเท่านี้ ก็เชื่อว่าการกินผัก จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ

ผิวใต้ตามีตุ่มเล็กๆ คล้ายหนังไก่

ปัญหาที่เกิดกับผิวหน้านั้น มีอยู่มากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และอีกสารพัด

ซึ่งแต่ละปัญหา ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้เจ้าของผิวหน้าไม่น้อยเลย

โดยเฉพาะกับคุณสาวๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะกลายเป็นอุปสรรค ทำให้การแต่งหน้าลำบาก และทำไม่ได้ดีอย่างที่ต้องการ

และอีกปัญหาหนึ่ง ที่มีพบว่ามีคนเป็นกันอยู่ไม่น้อยเลยก็คือ ผิวที่บริเวณใต้ตา เกิดมีตุ่มเล็กๆ เป็นจุดๆ

ทำให้ผิวบริเวณใต้ตาเป็นเหมือนหนังไก่ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นสิว เพราะดูแล้วก็คล้ายสิวอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ตุ่มที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นไปได้ว่าอาจไม่ใช่สิวแบบที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไป

แต่จะเรียกว่าเป็น “สิวหิน” หรือเรียกในภาษาอังกฤษว่า Syringoma

โดยลักษณะของตุ่มชนิดนี้ หากดูเผินๆ อาจจะเหมือนสิว แต่หากลองเจาะดู ก็จะพบว่าไม่มีหัวสิว หรือไม่มีหนอง เหมือนกับสิวประเภทอื่นๆ

สาเหตุของการเกิดสิวหิน

การเกิดของสิวหินนี้ ยังไม่แน่ชัด หรือยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดมาจากอะไรกันแน่

แต่มักจะเกิดกับผู้ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นขึ้นไป โดยเฉพาะกับผู้หญิง

วิธีการรักษาสิวหิน สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น

หมั่นทาครีมบำรุงบริเวณใต้ตา โดยเลือกชนิดที่จะไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน และควรต้องระวังเรื่องความมันบนใบหน้าเป็นพิเศษ

การทำเลเซอร์ ซึ่งก็อาจจะต้องทำการรักษามากกว่า 1 ครั้ง ถึงจะทำให้อาการดีขึ้น

ใช้วิธีการผ่าตัดเอาออก

ซึ่งการจะใช้วิธีไหนนั้น

ก็คงจะต้องแล้วแต่อาการ และความรุนแรงของแต่ละคน แต่ก็ควรต้องระวัง

เรื่องการใช้เล็บ หรือวัสดุอื่นๆ ในการบีบ แกะ เค้น เพื่อพยายามทำให้ตุ่มเหล่านี้หลุดออก

เพราะอาจจะทำให้เกิดการอักเสบ และลุกลามจนอาการรุนแรงกว่าเดิมได้

การรักษาก็จะยากมากขึ้น และจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมอีกต่างหาก

แต่นอกจากเม็ดเล็กๆ ใต้ตานี้ อาจจะเป็นสิวหินแล้ว

ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า อาจจะเป็นปัญหาของอาการอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นกระเนื้อ หรือต่อมไขมันอุดตันก็ได้

ซึ่งถ้าหากต้องการจะรู้ให้แน่ชัด ว่าเป็นอะไรกันแน่ ก็จำเป็นจะต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้ทำการตรวจรักษาต่อไปนะคะ

เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าตา

สาวๆ คงจะเคยใช่ไหมคะ ที่มีฝุ่นละอองหรือเศษผงปลิวเข้าตา โดยที่ไม่ทันได้ระวัง จนเกิดอาการระคายเคืองตา ทั้งมากและน้อยตามลำดับ

วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตามาฝากกัน เพื่อการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และปลอดภัย

ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น เราลองมาดูกันค่ะ

สิ่งแปลกปลอมเข้ามาติดบริเวณตาขาว

สำหรับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาติดตาขาวนั้น อาจจะเป็นฝุ่นผง หรือปีกแมลงเล็กๆ

ที่เล็ดรอดเข้ามา ทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บตาในทันที แต่บางครั้งอาจจะไม่มากนัก พอลืมตาได้

ควรดูแลเบื้องต้นอย่างไร

วิธีการที่ดีที่สุดคือ ให้คุณลืมตาในน้ำสะอาด และกระพริบตา

เพื่อฝุ่นผงนั้นหลุดออกมาจากตาขาว หรือถ้ายังไม่หายระคายเคือง

ให้ลองใช้คอตตอนบัต ค่อยๆ เขี่ยสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ออกไป

หรือถ้าสิ่งแปลกปลอมนั้น ไปติดอยู่บริเวณใต้เปลือกตาบน

ให้ลองใช้ไฟฉายส่องดู เมื่อเห็นแล้ว จึงค่อยๆ ใช้คอตตอนบัตเขี่ยออก

ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถเขี่ยออกได้ หรือมีอาการเจ็บ

และรู้สึกระคายเคืองมาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

สิ่งแปลกปลอมเข้ามาติดบริเวณตาดำ (หรือกระจกตา)

หากสิ่งระคายเคือง เข้าไปติดที่บริเวณกระจกตาหรือตาดำ จะรู้สึกเจ็บ

และระคายเคืองมากในทันที ด้วยสาเหตุที่ว่ากระจกตานั้น

จะมีประสาทรับความรู้สึกที่ไวกว่าเยื่อบุตามาก และยังก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าด้วย

ควรดูแลเบื้องต้นอย่างไร

อันดับแรกนั้น ให้ลองล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้เร็วที่สุด

ถ้ายังไม่หาย ให้ลองใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณตาดำ

เพราะสีเข้มของกระจกตานั้น จะมองได้ยากกว่าตาขาว

หากเป็นเศษไม้หรือปีกแมลงนั้น จะมองเห็นได้ง่ายเมื่อส่องไฟ

แต่ถ้าเป็นแก้วหรือพลาสติก อาจจะต้องส่องหลายๆ มุม กว่าจะมองเห็นว่าอยู่บริเวณไหน

และหากจะเขี่ยออกจากกระจกตานั้น อาจจะต้องหยอดยาชาก่อน

เพราะหากจะให้ทนเขี่ยเลยอาจจะยากกว่า นอกจากนี้ ยังมีหลายๆ ราย

ที่พยายามเขี่ยออกด้วยตัวเอง แล้วทำให้ฝุ่นผงนั้นฝังลึกลงไปอีก

ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือ การไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ หากล้างตาแล้วยังไม่หาย

และเมื่อนำสิ่งแปลกปลอมออกไปได้แล้ว ยังควรหมั่นตรวจสอบอาการ

ว่ามีการติดเชื้อตามมาหรือไม่ และควรทำการรักษาอย่างถูกต้อง จนหายสนิทอย่างแท้จริง

*** TIPS : วิธีการง่ายๆ ในการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เมื่ออยู่ในที่ที่มีฝุ่นมากๆ เพียงแค่สาวๆ หยิบแว่นตากันแดดอันโปรดมาใส่ เพื่อป้องกันดวงตาเอาไว้ เพราะนอกจากจะช่วยกันฝุ่นได้แล้ว ยังป้องกันแสงแดด เพื่อไม่ให้ดวงตาต้องถูกทำร้าย จากมลภาวะต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ อย่าลืมนำไปลองทำตามกันดูนะคะ

น้ำซาวข้าวล้างหน้าได้ ล้างจานได้ บำรุงมือได้ อย่าเพิ่งทิ้ง

หากจะบอกว่าการหุงข้าว เป็นกิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งของแทบทุกบ้าน ก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง

โดยขั้นตอนการหุงข้าวนั้น ก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำมาเป็นส่วนประกอบ ทั้งในส่วนของการซาวข้าว และใส่เพื่อหุงข้าวให้สุก ก่อนที่จะนำมารับประทาน

โดยในการซาวข้าวนั้น ส่วนใหญ่พอซาวเสร็จแล้ว เราก็มักจะเทน้ำทิ้งไปจนหมด

ซึ่งก็ถือว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะความจริงแล้ว น้ำซาวข้าวยังมีประโยชน์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่

ประโยชน์ของน้ำซาวข้าว

ใช้บำรุงรักษาผิวหน้า

โดยการใช้น้ำซาวข้าวมาล้างหน้า ทำเป็นประจำทั้งตอนเช้าและเย็น

นอกจากจะทำให้ใบหน้านุ่มเนียนขึ้นแล้ว ยังช่วยรักษาสิวได้อีกด้วย

หากนำมาสระผม

ก็ช่วยบำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดี นุ่มสลวยมีน้ำหนักขึ้น

และยังช่วยป้องกันอาการคันศีรษะได้ด้วย

โดยอาจนำมาใช้สระผมร่วมกับน้ำมะกรูด หรือฝักของส้มป่อยก็จะยิ่งดี

และในบางแห่ง เช่นชนเผ่าของจีน ก็ใช้วิธีนำน้ำซาวข้าวมาสระผม

เพื่อบำรุงผมให้ดำขลับ เงางาม แม้จะเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตามอีกด้วย

สำหรับใครที่มือหยาบกระด้าง

น้ำซาวข้าวนี้ ก็สามารถใช้บำรุงมือให้เนียนนุ่ม

โดยแช่มือในน้ำซาวข้าวเป็นประจำ ครั้งละ 10-15 นาที

ช่วยป้องกันการเกิดไขมันอิ่มตัว

(ไขมันประเภทไม่ดี) ไม่ให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด

ใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ดี

โดยใช้น้ำซาวข้าวอุ่นๆ เติมเกลือป่นลงไปเล็กน้อย รับประทานเป็นประจำ

สามารถนำมาใช้ในการแช่ผักและผลไม้สด

เพื่อชะล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ เพียงแค่นำผักหรือผลไม้ที่ต้องการล้าง

มาแช่ในน้ำซาวข้าว ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที

ใช้ในการทำความสะอาด

ถ้วย ชาม หม้อ หรือภาชนะต่างๆ ที่มีคราบไขมันเกาะอยู่ ให้ล้างออกได้ง่ายขึ้น

นำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพได้

โดยการใช้น้ำซาวข้าว มาผสมรวมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล

นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น

ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี

ช่วยร่างกายในการผลิตเม็ดเลือดแดง

ช่วยทำให้รู้สึกเจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น

ใช้เป็นส่วนประกอบ หรือวัตถุดิบ ในยาสมุนไพรไทยบางชนิด

ช่วยรักษาอาการท้องเสียได้

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่หุงข้าว

ก็อย่าลืมนำเอาน้ำซาวข้าวที่ได้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าเททิ้งไปเปล่าๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

แต่ก็ต้องบอกไว้ว่า น้ำซาวข้าวที่จะเอามาใช้กับร่างกายนั้น ควรเป็นน้ำซาวข้าว ในน้ำที่ 2 เท่านั้น

เพราะน้ำที่ซาวครั้งแรก มักจะมีสิ่งสกปรกต่างๆ ปะปนอยู่ จึงไม่ควรนำมาใช้ทันทีนั่นเอง

ประโยชน์ของเห็ดหลินจือ ต่อสุขภาพ

ถ้าพูดถึงเห็ดหลินจือ ก็คงจะยากที่จะไม่เคยมีใครที่ไม่ได้ยินชื่อมาก่อน แต่ถ้าจะถามว่าเคยเห็นของจริง หรือเคยรับประทานหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เห็ดหลินจือ (Lingzhi) หรือเห็ดเรอิชิ (Reishi ในภาษาญี่ปุ่น) แตกต่างเห็ดชนิดอื่นๆ ที่เรามักคุ้นเคยกันดี อย่างเช่น เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหอม เห็ดหูหนู ฯลฯ

แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นเห็ดที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และใช้กันเป็นเวลานานแล้ว ก็ต้องมีประโยชน์อยู่มากมาย และสรรพคุณของเห็ดหลินจือนั้น ก็อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาด้วยค่ะ

โดยเฉพาะกับทางแพทย์แผนโบราณของจีน ที่ใช้กันมาเป็นพันปีแล้วนั้น

เห็ดหลินจือถือเป็นวัตถุดิบชั้นยอด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

จนมาถึงตอนนี้ การใช้เห็ดหลินจือทางการแพทย์ ก็เป็นที่ยอมรับในฝั่งตะวันตกแล้วเช่นกัน

ประโยชน์ของเห็ดหลินจือ

บำรุงสุขภาพ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย ให้แข็งแรง

ช่วยบำรุงและฟื้นฟูระบบการทำงานของตับ และไต

มีฤทธิ์ช่วยในการต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง และช่วยฟื้นฟูอาการของผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งหลายชนิดได้ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้

ช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตัน

ช่วยบำรุงการทำงานของหัวใจให้ทำงานได้ดี

ช่วยในเรื่องความดันโลหิต

ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่น

ช่วยลดหรือบรรเทาอาการของผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้

บรรเทาอาการหอบ หืด

ป้องกันการเกิดเป็นโรคเกาต์

ช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

ช่วยบรรเทาอาการเครียด

ช่วยในการขับปัสสาวะ สำหรับผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะขัด

ช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่มีปัญหาโรคริดสีดวงทวาร

ป้องกันโรคเสื่อมสมรรถภาพสำหรับผู้ชาย

มีฤทธิ์ที่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสในบางชนิดได้

บรรเทาอาการของผู้ที่ป่วยด้วยโรคลมบ้าหมู

ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน และปรับระบบการหมุนเวียนเลือด ให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น

มีฤทธิ์เป็นยาระบายแบบอ่อนๆ

มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ

ช่วยต่อต้านหรือชะลอความแก่

ฯลฯ

และสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดความอ้วนนั้น

การรับประทานเห็ดหลินจือ ก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อยเลย

เพราะเห็ดหลินจือนั้น จะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงาน ขัดขวางการสะสมไขมันในร่างกาย

(ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อนำส่วนของก้านเห็ดและหมวกเห็ด ไปชงกับน้ำเดือดแล้วดื่ม แบบเดียวกับการชงชา)

เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยขับไขมันและคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายได้

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร (ลดละเลิกของทอด ของมัน ของหวาน)

กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายด้วย (ไม่ใช่ว่ากินหลินจือดักไว้ แล้วจะกินอะไรก็ได้ หรือกินได้ไม่อั้นนะคะ)

เพราะวิธีเหล่านี้ คือการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักแบบถาวรนั่นเองค่ะ

แต่แม้ว่าเห็ดหลินจือจะมีสรรพคุณ หรือประโยชน์มากมาย

แต่การนำเห็ดหลินจือมารับประทานนั้น ก็มีสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

เพราะปัจจุบันนี้ มีผู้ที่เพาะเห็ดชนิดนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นการผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจากต่างประเทศ

จึงอาจจะมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพในการเพาะ ที่อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

ดังนั้น จึงควรเลือกซื้อเห็ดหลินจือ หรือสารสกัดจากเห็ดหลินจือ จากแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ

ทั้งในเรื่องของวิธีการปลูกและการบรรจุเท่านั้น รวมทั้งมีการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้อง จาก อย. ด้วยนะคะ

การถนอมเสื้อผ้า ให้เสื้อผ้าดูสวย และใช้ได้นานๆ

การดูแลเสื้อผ้าสวยๆ ให้มีอายุใช้งานได้นาน คุณควรรู้วิธีทำความสะอาด และวิธีซักผ้าที่ถูกต้อง

เพราะนอกจากจะเป็นการขจัดคราบสกปรกต่างๆ ที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าแล้ว ยังเป็นการช่วยถนอมเสื้อผ้า ให้คงอยู่ในสภาพเดิม ได้นานที่สุดนั่นเองค่ะ

วิธีซักและถนอมผ้าให้มีสภาพดีอยู่ได้นานๆนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ตามคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ

วิธีการซักผ้าและถนอมผ้า

เมื่อไม่มั่นใจว่าเสื้อผ้านั้นๆ ควรซักอย่างไร

คุณควรตรวจสอบป้ายสัญลักษณ์การดูแลผ้า (ที่ติดมาพร้อมกับเสื้อผ้า)

การทำตามคำแนะนำ ไม่เพียงแค่สามารถช่วยคงรูปทรงของเสื้อผ้าเอาไว้ได้เท่านั้น

แต่ยังช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของเสื้อผ้าได้อีกด้วย

ถ้าคุณอยากใช้น้ำยาขจัดคราบ

ให้ทดลองป้ายลงไปที่ชายเสื้อก่อน เพื่อป้องการการเกิดคราบด่างบนเนื้อผ้า

เสื้อผ้าสีขาวและเสื้อผ้าที่เป็นผ้าสีต่างๆ

ควรแยกกันซัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าสีตก ทั้งนี้ คุณยังสามารถแยกซักตามเนื้อผ้า

และอุณหภูมิที่ต้องการซักได้ด้วยเช่นกัน

การซักชุดชั้นใน หรือผ้าเนื้อบาง

ควรใส่ไว้ในถุงตาข่ายหรือปลอกหมอน ก่อนทำการซัก

หรือก่อนใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหาย

อย่างไรก็ตาม เนื้อผ้าบางประเภท

เช่น ผ้าไหม เป็นเนื้อผ้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะผ้าไหม มีเนื้อผ้าที่แตกต่างจากเนื้อผ้าชนิดอื่นๆ

ก่อนอื่น ควรตรวจสอบป้ายสัญลักษณ์การดูแลผ้าก่อน ว่าสามารถซักมือได้หรือไม่ หรือควรจะต้องซักแห้งเท่านั้น

หากป้ายสัญลักษณ์บอกว่า สามารถทำการซักด้วยมือได้ ก็ไม่ควรขยี้ หรือใช้แปรงถูผ้าในการกำจัดคราบ

และหากชุดผ้าไหมของคุณมีคราบฝังลึก

ให้แช่ผ้าไหมลงไปในน้ำอุ่น ที่ผสมผงซักฟอกสูตรสำหรับซักมือ

(ห้ามใช้น้ำยาฟอกขาวเป็นอันขาด) จากนั้น ให้ขยี้ด้วยมือเบาๆ และไม่ควรบิดแรงๆ

สำหรับการตากผ้าไหมนั้น

ควรตากไว้ในที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรตากกับแสงแดดแรงๆ โดยตรง

เนื่องจากเส้นใยไหมอาจไหม้ได้ อีกทั้งแสงแดด ยังทำลายความแวววาวของเส้นไหมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าลินิน

ซึ่งเป็นผ้าที่ใส่สบายในหน้าร้อน จึงเป็นที่นิยมกันมากในบ้านเรา

และผ้าลินินนั้น สามารถซักในเครื่องซักผ้า อบในเครื่องอบผ้า หรือตากกับแสงแดดได้

แต่เคล็ดลับที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของผ้าลินินก็คือ

เมื่อคุณซักผ้าลินินในเครื่องซักผ้า ควรเว้นพื้นที่ในถังซัก

และไม่ควรใส่ผ้าอัดแน่นกันจนเต็มถัง เพื่อให้ผ้าลินินได้โดนน้ำเยอะๆ

และในขณะทำการซักทำความสะอาด ควรเลือกโปรแกรมการซักแบบผ้าเนื้อบาง (Delicate wash)

เมื่อกระบวนการซักเสร็จสิ้น ให้สะบัดผ้าที่ซักเสร็จเล็กน้อย เพื่อช่วยให้รอยยับคลายตัว

และเคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ตามที่กล่าวมา สามารถช่วยถนอมเนื้อผ้า ช่วยให้ผ้าไม่ยับมาก

และช่วยประหยัดเวลาในการรีดไปได้มากเลยทีเดียวค่ะ

น้ำมันอัลมอนด์ ลดผมร่วง แก้ผมแห้งเสีย

ถ้าจะพูดถึงเรื่องอัลมอนด์แล้ว หลายๆ คน อาจจะนึกถึงเรื่องของเมล็ดอัลมอนด์ ที่เรานิยมนำมาเพื่อรับประทาน โดยอาจจะเป็นการอบแห้ง หรือนำมาเป็นส่วนผสมของเบเกอรี่ชนิดต่างๆ เท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว อัลมอนด์เองนั้น มีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนรู้จักอีกค่ะ

นั่นก็เป็นเพราะว่า อัลมอนด์เป็นพืชที่มีน้ำมันธรรมชาติ ซึ่งมีคุณภาพดี เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอก

จึงอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินอี และวิตามินดี

ที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการบำรุงเส้นผม และหนังศีรษะ ให้มีสุขภาพดี และเงางาม

ดังนั้น จึงมีการนิยมใช้น้ำมันอัลมอนด์มาใช้ในการหมักผม ซึ่งก็มีอยู่หลายสูตรเลยทีเดียวค่ะ

สูตรหมักผมด้วยน้ำมันอัลมอนด์

สูตรน้ำมันอัลมอนด์หมักผม สูตรที่ 1

ใช้เพียงน้ำมันอัลมอนด์เพียงอย่างเดียว โดยนำมานวดเส้นผมและหนังศีรษะ ทำเป็นประจำ

สำหรับใครที่มีปัญหาเส้นผมหลุดร่วงง่าย ก็จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้

เนื่องจากน้ำมันอัลมอนด์ จะช่วยบำรุงรากผม ให้มีความแข็งแรงขึ้น

สูตรน้ำมันอัลมอนด์หมักผม สูตรที่ 2

นำน้ำมันอัลมอนด์ และน้ำมะกรูด กะปริมาณให้พอกับปริมาณของเส้นผม

จากนั้น นำทั้ง 2 อย่างมาผสมกันลงในถ้วย แล้วใช้ช้อนคนให้เข้ากัน

เอาน้ำมันที่ได้ มาชโลมให้ทั่วเส้นผม รวมทั้งนวดเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะ

จากนั้น ก็ให้หมักทิ้งเอาไว้อีก 30-45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้าเช็ดเส้นผมให้แห้ง

สูตรนี้ ไม่เพียงแต่จะได้รับประโยชน์ในการบำรุงเส้นผม จากน้ำมันอัลมอนด์ และมะกรูดเท่านั้น

กลิ่นของมะกรูด ยังช่วยทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น และผ่อนคลายได้อีกด้วย

สูตรน้ำมันอัลมอนด์หมักผม สูตรที่ 3

นำน้ำมันอัลมอนด์ 3-4 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในถ้วย

จากนั้น ก็ใส่น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ และกล้วยหอมหั่นเป็นชิ้นๆ ประมาณครึ่งผล

ใช้ช้อนบดให้ละเอียด แล้วคนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

พอเสร็จแล้ว ก็เอามาหมักผมทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง ค่อยล้างออก

สูตรการหมักผมสูตรนี้ จะช่วยแก้ปัญหาของผู้ที่มีเส้นผมแห้งเสีย และผมแตกปลายได้อย่างดีเลยทีเดียว

สูตรน้ำมันอัลมอนด์หมักผม สูตรที่ 4

นำน้ำมันอัลมอนด์ใส่ลงในถ้วย ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

จากนั้น ก็เติมข้าวโอ๊ตลงไปผสม ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน

แล้วนำเอาส่วนผสมที่ได้ มาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที พอได้เวลาแล้ว ก็สระผมตามปกติ โดยใช้น้ำอุ่น

จากนั้น ก็ตามด้วยน้ำเย็น หรือน้ำในอุณหภูมิปรกติอีกครั้ง

ซึ่งสูตรนี้ จะช่วยให้เส้นผมนุ่ม และมีน้ำหนักมากขึ้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตรหมักผม

เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาเส้นผมต่างๆ ที่กำลังพบเจออยู่

การใช้น้ำมันอัลมอนด์ ก็เป็นทางเลือกที่ดี และน่าสนใจมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง

และไม่เพียงแต่นำมาหมักผมเท่านั้น การรับประทานเมล็ดอัลมอนด์เป็นประจำ

ก็จะช่วยบำรุงเส้นผมจากภายใน ได้อย่างดีด้วยเช่นกันค่ะ

อ่านหนังสือเรียน หรือหนังสือสอบ ไม่ให้ง่วง

ปัญหาของการอ่านหนังสือเรียน กับนักเรียนหรือนักศึกษาหลายๆ คนก็คือ พอถึงช่วงเวลาที่จะต้องทำการสอบ และต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ

นั่นก็คือต้องมีอาการง่วงนอน ทั้งที่เพิ่งจะเปิดหนังสืออ่านไปได้เพียงแค่ไม่กี่หน้า ทำให้การอ่านหนังสือไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

วันนี้ เราจึงนำวิธีแก้ง่วงระหว่างอ่านหนังสือ ที่น่าจะพอช่วยได้ มาฝากกันค่ะ

วิธีทำให้อ่านหนังสือแล้วไม่ง่วง

หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือบนเตียงนอน

โซฟา หรือที่ที่สบายเกินไป เพราะจะกลายเป็นการกระตุ้น

ให้ร่างกายเกิดอาการง่วงซึมได้ง่ายมากๆ

ดังนั้น ควรนั่งอ่านโดยใช้โต๊ะ และเก้าอี้ธรรมดาจึงจะดีที่สุด

เปิดไฟให้สว่าง

อย่าใช้เพียงแค่โคมไฟอย่างเดียว เพราะหากภายในห้องออกมีแสงมืดสลัว

ก็จะกลายเป็นบรรยากาศที่ทำให้ง่วงนอนได้อีก รวมทั้งหากใช้แสงที่เพียงพอ

ก็จะเป็นการช่วยถนอมสายตาได้อีกด้วย

เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

การนั่งอยู่กับที่เฉยๆ เป็นเวลานาน ย่อมทำให้เกิดความง่วงได้ง่าย

และเมื่อเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา ก็ให้ลุกขึ้นเดินไปเดินมา

ยืดเส้นยืดสาย หาอย่างอื่นทำบ้างเป็นครั้งคราว

คล้ายๆ กับข้อข้างบน

แต่ให้ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น พร้อมกับการท่องจำไปด้วยในตัว

(ในกรณีวิชาที่ต้องท่องจำ) หลายคนอาจไม่รู้ว่า การขยับร่างกาย

พร้อมๆ กับการออกเสียงดังๆ นอกจากจะไม่ทำให้ง่วงแล้ว

ยังช่วยทำให้จำได้ดีขึ้นอีกด้วย

อาบน้ำ

หากรู้สึกว่าเริ่มมีอาการง่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็หยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำ

เพื่ออาบน้ำได้เลย หรือจะสระผมด้วยก็ได้ ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้น

กาแฟ

เป็นวิธีที่หลายคนคงใช้กันอยู่แล้ว คาเฟอีนจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว

ลดอาการง่วงนอน แต่หากใครไม่ชอบดื่มกาแฟ ก็อาจจะรับประทานโกโก้ หรือชาเขียวแทนก็ได้

ผลไม้

โดยเฉพาะที่มีรสออกเปรี้ยวๆ ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะยม สับปะรด

ก็สามารถช่วยแก้ง่วงได้ดี แต่ก็ควรรับประทานแต่พอดี ไม่อย่างนั้น

ถึงจะหายง่วง แต่ก็อาจมีอาการท้องเสีย แถมมาในภายหลังได้เหมือนกัน

วิธีแก้ง่วงต่างๆ เหล่านี้

น่าจะพอช่วยแก้ปัญหาอาการง่วงนอน ในขณะอ่านหนังสือสอบไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็คือ เตรียมตัวล่วงหน้า ด้วยการอ่านทีละน้อยๆ

วางแผนการอ่านหนังสือสอบเป็นระยะเวลานานๆ จะดีกว่าการมาทุ่มเทการอ่านครั้งเดียว ทีละเยอะๆ

เพราะอาจจะทำให้สมอง ไม่สามารถรับข้อมูลจำนวนมากได้ทั้งหมด ภายในระยะเวลาสั้นๆ นั่นเองค่ะ

ประโยชน์ของพริกไทย ต่อสุขภาพ

เครื่องเทศอย่าง “พริกไทย” นั้น คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักแน่ๆ

ถึงแม้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบ หรือไม่ชอบกลิ่น และความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ก็ตาม

ซึ่งพริกไทยเองนั้น ถือได้ว่าเป็นเครื่องเทศอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความเป็นมายาวนาน หลายศตวรรษมาแล้ว

พริกไทยนั้น คนไทยเราก็ได้มีการนำมาปรุงเป็นวัตถุดิบ ของอาหารอยู่หลายชนิด

ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ทอด ฯลฯ อาจพอเรียกได้ว่า ไม่สามารถขาดได้ในเมนูหลายๆ ประเภทเลยทีเดียว

และนอกจากนี้ พริกไทยยังเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบจะทุกส่วน

ตั้งแต่ใบ ดอก เมล็ด ราก แม้แต่เถา ก็ยังให้ประโยชน์กับสุขภาพ รวมไปถึงผู้ที่กำลังอยากจะลดความอ้วนได้อีกด้วย

ประโยชน์ของพริกไทย

พริกไทย เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

ช่วยในการป้องกันการเกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ

มีคุณสมบัติที่ช่วยในการต้านทานสารพิษ ที่อาจก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง

ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำงานได้ดี

บรรเทาอาการปวดท้อง จากโรคกระเพาะอาหาร

ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ

สำหรับผู้ที่อยากลดความอ้วน

การรับประทานพริกไทย จะช่วยทำให้ร่างกาย เกิดการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดียิ่งขึ้น

รวมทั้งการนำน้ำมันที่สกัดมาจากพริกไทย มานวดทาบริเวณไขมันส่วนเกิน ที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ ให้ลดลงได้เช่นกัน

แต่การรับประทานพริกไทยนั้น ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละครั้ง

โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคริดสีดวงทวาร และโรคที่เกี่ยวกับดวงตา เพราะจะทำให้อาการกำเริบได้

ดังนั้น พริกไทยจึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องเทศ ที่ไม่เพียงใช้แค่ใช้ในการปรุงรส หรือเพื่อกลิ่นของอาหารเท่านั้น

เพราะสรรพคุณทางยาที่มีในพริกไทยนั้น ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่า

เป็นสุดยอดเลยทีเดียว หากสามารถรับประทานได้เป็นประจำ ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพด้วย